รีวิว Tron: Ares (2025) โลกดิจิทัลที่ AI เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง

เมื่อก่อนตอนเด็ก ๆ แม้จะเกิดไม่ทันภาคแรกของ Tron ที่เข้าฉายเมื่อปี 1982 แต่ก็ยังมีโอกาสได้รับชม Tron: Legacy ที่เข้าฉายในปี 2010 จำได้ว่าค่อนข้างตื่นตาตื่นใจกับการตีความโลกดิจิทัลที่ถูกตีความออกมาให้เป็นภาพยนต์ไซไฟ วันนี้ Tron กลับมาอีกครั้งในรอบ 15 ปี กับภาคใหม่ที่ชื่อว่า “Ares”

Tron: Ares กล่าวถึง Ares โปรแกรมอัจฉริยะที่ถูกดึงออกมาจากโลกดิจิทัลหรือที่เรียกกันว่า “Grid” ให้มามีชีวิตอยู่บนโลกจริง ๆ เพื่อตามหาอะไรบางอย่าง บางอย่างที่เขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร ซึ่งผู้ที่ดึงเขามาบนโลกใบนี้ต้องการให้ตัวเขาเป็นดั่งอาวุธมหาประลัยที่สามารถผลิตซ้ำได้ทุกครั้งที่พังเสียหาย นั่นคือสิ่งที่เรารับรู้จากตัวอย่าง

เอาเข้าจริงตัว Plot เองทำได้น่าสนใจและสามารถล้อไปกับยุคสมัยได้ดี ในยุคสมัยที่เราเริ่มมี AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามันไม่ได้ทำตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามันมีความคิดเป็นของตัวเอง เหมือนกับเรา ภาพยนต์เรื่องนี้เป็นเหมือนตัวอย่างในหลาย ๆ ตัวอย่างที่สะท้อนภาพนั้นออกมาให้เราเห็นแบบเข้าใจง่าย ๆ

ในด้านภาพและ CG ต่าง ๆ นำเสนอออกมาได้ตามแบบฉบับของ Tron เส้นและแสงต่าง ๆ ที่เป็น Iconic ยังมาครบ อีกทั้งเมื่อได้สัมผัสกับมันในระบบ IMAX แล้ว ก็สามารถพูดได้เลยว่าเต็มตามากๆ หรือจะเป็นในส่วนของเพลงประกอบ แม้จะไม่เป็นที่จดจำสำหรับเรา แต่มันก็ช่วยให้ภาพยนต์สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

แต่ว่าในการรับชมภาพยนต์เรื่องนี้ อยากจะขอแนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ทำการบ้านมาสักหน่อยจากภาคก่อน ๆ เพราะเราเองเมื่อดูจบก็ต้องกลับมาหาข้อมูลกันอีก เพราะด้วยระยะเวลาที่ห่างกันมากและการที่อะไรบางอย่างจากภาคก่อน ๆ เองมาปรากฎในภาคนี้ก็ทำให้เราไม่เข้าใจอยู่นิดหน่อย

ถึงแม้จะบอกว่า Plot น่าสนใจ แต่ก็แค่นั้น เนื้อเรื่องทำออกมาเป็นเส้นตรงคาดเดาได้ง่าย ไม่หวือหวา เป็นสูตรสำเร็จของภาพยนต์ที่ดูสนุก แม้ไม่มีอะไรให้ติ แต่ก็แน่นอนว่าเรื่องให้ชมก็น้อยตามไปด้วย เหมือนอาหารที่ถูกปรุงให้ทุกคนทานได้ แต่ขาดความกลมกล่อมไป

และนี่ความคิดเห็นของเรา หากคุณอยากพิสูจน์ว่ามันจริงหรือไม่ หรือมีความคิดเห็นอย่างไร Tron: Ares เข้าฉายในวันที่ 9 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

Table of Contents